Deprecated: is_ajax is deprecated since version 6.1.0! Use wp_doing_ajax instead. in /var/www/vhosts/watuttamaram.com/httpdocs/wp-includes/functions.php on line 5211
ประวัติ พระวิจารณญาณมุณี เจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ไทยในรัฐกลันตัน ตรังกานู และ ปาหัง – WAT UTTAMARAM TEMPLE OFFICIAL WEBSITE

ประวัติ พระวิจารณญาณมุณี เจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ไทยในรัฐกลันตัน ตรังกานู และ ปาหัง

Please Share !!! Thank you

ประวัติ พระวิจารณญาณมุณี

เจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ไทยในรัฐกลันตัน

ตรังกานู และ ปาหัง

***********************

       พระวิจารณญาณมุณี นามเดิมชื่อ ควน เป็นบุตร นายชุม ราษฏร์เจริญ และนางแก้ว ราษฏร์เจริญ เกิดวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๑ คำ ปีชวด พ.ศ.๒๔๑๙ ที่บ้านตำบลอาปำ อำเภอปาเซร์มัสส์ ในรัฐกลันตัน เมื่ออายุ ๑๒ ปี บิดามารดาได้พาไปฝากใด้อยู่ศึกษาที่วัดอุตตมาราม ในสำนักท่านอาจารย์โล๊ะผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้เล่าเรียนภาษาไทยพออ่านออกเขียนได้ตามแผนโบราณในสมัยนั้น จนจบความรู้ในทางหนังสือของท่านอาจารย์แล้ว ก็เรียนสวดมนต์โดยวิธีต่อปากคำอาจารย์ต่อไป

        เนื่องจากท่านมีอุปนิสัยทางพระศาสนา รักการอยู่อย่างสงบแบบพระ ทั้งมีใจรักเรียนด้วย แม้อาจารย์จะไม่มีวิธีสอนความรู้อย่างอื่นนอกจากสวดมนต์ และฝึกหัดทำงานช่วยพระในวัด ก็ยังพอใจอยู่วัด แม้จะหนุ่มแล้วก็ไม่พอใจจะออกไปอยู่บ้านอย่างเพื่อนฝูงทั้งหลาย ดังนั้นจึงอยู่วัดอุตตมารามเรื่อยมาจนโต ตลอดอายุ ๒๑ ปีครบบวช

        ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ที่วัดอุตตมารามนั่นเอง โดยท่านพระปลัดไชย วัดใหม่เข้าดินเป็นพระอปัชฌายะ พระครูโอภาสพุทธคุณ วัดบ้านใน และพระอธิการพุฒ วัดบางตะหวาเป็นกรรมวาจานุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๘ พระอุปัชฌายะท่านให้ชื่อว่า ปุณณสุวัณโณ ด้วยเหตุที่ท่านพอใจอยู่ในสมณเพศ และต้องการจะอยู่อย่างผู้รู้ จึงสนใจในการเรียน เมื่ออุปสมบทแล้วก็อยู่ปฏิบัติอาจารย์และประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักวัดอุตตมารามเพียง ๒ ปี ต่อนั้นได้ลามาอยู่วัดหัวป้อมใน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ศึกษาบาลีภาษาซึ่งนิยมเรียกกันว่าหนังสือใหญ่ในเวลานั้น โดยเริ่มเรียนคัมภีร์มูลกัจจายนะ แล้วก็เรียนคัมภีร์ธรรมบท เมื่อเรียนจบ ๒ คัมภีร์พอแปลหนังสือได้บ้างแล้ว ก็หยุดเรียนบาลี เริ่มเรียนกัมมัฏฐานตามสมควรแก่สมณวิสัยสืบไป ตามปกตินักศึกษาปฏิบัติกัมมัฏฐาน ถ้าเบื้องแรก เรียนสมถะ จนจิตเชื่องอยู่ในอารมณ์ ชำนาญการเข้า-ออก แล้ว โดยมากมักจะแยกทางหันมาเรียนเวทย์มนต์กันเป็นส่วนมาก พระควนก็เกิดเป็นพระเวทย์มนต์ขลังรูปหนึ่ง

การบริหาร

พระควนมาอยู่ศึกษาภาษาบาลี กัมมัฏฐาน และเวทย์มนต์ ที่วัดหัวป้อมใน จังหวัดสงขลา ประมาณ ๑๕ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ วัดหัวป้อมในว่างเจ้าอาวาสลง ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ ๑๐ พรรษา จึงได้ลาออกจากเจ้าอาวาสโดยเหตุที่จำต้องกลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิมในรัฐกลันตัน ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่ เขาดิน อำเภอตูมปัส ชึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌายะเดิม พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดอุตตมาราม พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระครูโอภาสพุทธคุณ วัดบ้านใน

        พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌายะ

        พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระครูวิจารณ์

        พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้รับเลื่อนขึ้นเป็นพระวิจารณญาณมุนี เจ้าคณะใหญ่ในรัฐกลันตัน

การศึกษา

เมื่อท่านกลับจากจังหวัดสงขลามาอยู่รัฐกลันตันท่านได้สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่พุทธบริษัทผู้สนใจอยู่ตลอดเวลา หากแต่การศึกษาในทางนี้ มิได้ทำเป็นล่ำเป็นสันอย่างเรียนบาลีหรือนักธรรมเท่านั้น คงเรียนและปฏิบัติกันเป็นภายในอย่างสงฆ์ เฉพาะผู้ใหญ่ที่ต้องการความสงบและบุญกุศลในกัมมัฏฐานเท่านั้น

        ครั้นการเรียนนักธรรมของพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยเริ่มขยายออกไปยังสหพันธรัฐมลายา ชึ่งตั้งต้นขึ้นที่รัฐเคดาห์ (ไทรบุรี) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ดังนั้น พอรุ่งขึ้น ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พระวิจารณญาณมุนีก็ได้จัดการเปิดเรียนนักธรรมขึ้นในรัฐกลันตัน โดยมอบให้พระมหาจันทร์ เกสโร ป.๖ เป็นครูสอน มีพระภิกษุสามเณรเรียนกันหลายรูป และขอให้เปิดสนามสอบธรรมขึ้นที่วัดอุตตมาราม รัฐกลันตันเป็นครั้งแรก พ.ศ นั้น การศึกษาธรรมในรัฐกลันตันก็ได้วิวัฒนาการมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

การก่อสร้าง

พระวิจารณญาณมุนี มีใจรักการก่อสร้างเช่นเดียวกับพระที่รักการสร้างทั้งหลาย แต่เฉพาะในรัฐกลันตันนั้นท่านออกจะมีภาษีดีกว่าใครๆ ทั้งหมด ทั้งนี้มิใช่หมายถึงตำแหน่งของท่าน หากแต่กล่าวหมายถึงถาวรวัตถุที่ท่านสร้างปรากฏเป็นหลักฐานพยานอยู่ เช่นโบสถ์ เสนาสนะ เป็นต้น แม้อายุท่านจะเข้าปูนชราแล้ว ท่านก็ยังไม่วางงานด้านนี้ สุดแต่ว่ามีทรัพย์พอจะจัดทำได้แล้วเป็นต้องเรียกช่างมาทำทันที สร้างใหม่ ต่อเติม และตกแต่งอยู่ตลอดกาล แม้แต่ในเวลานี้งานต่อเติมของท่านก็ยังค้างอยู่

อานุภาพเวทย์มนต์

        เนื่องจากท่านมีความชำนาญดีในเวทย์มนต์ทางไสยศาสตร์ ที่ท่านได้ศึกษามาแล้วแต่ต้น ดังนั้นเกียรติคุณในงานด้านนี้ของท่านจึงกึกก้องเหนือพระสงฆ์ทั้งหลายในสหพันธรัฐมลายา ปรากฏว่าผู้ที่สนใจเลื่อมใสในทางนี้ได้เดินทางไปหาท่านตลอดแหลมมลายาและท่านได้รับอาราธนาจากคฤหบดีใหญ่ๆ ที่นับถือ ให้เดินทางไปในรัฐต่างๆ เช่นสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง เป็นต้น อยู่เสมอๆ แม้ในพรรษาสุดท้าย ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านก็เพิ่งเดินทางกลับจากสิงคโปร์และกัวลาล้มเปอร์ มาจนใกล้วันเข้าพรรษาอยู่แล้ว ซึ่งปรากฏว่าพอเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วันก็เริ่มอาพาธ ซึ่งเป็นการอาพาธครั้งสุดท้ายในชีวิตขิงท่าน

ศีลาจารวัตร

โดยปกติพระวิจารณญาณมุนี มีความประพฤติเรียบร้อย มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่เลื่อมใสของผู้ที่ได้พบเห็น มีวาจาสุภาพไพเราะ เป็นที่เสน่หาของผู้ที่เข้าใกล้ ฉะนั้นจึ่งปรากฏว่าทุกคนไม่ว่าพระและคฤหัสถ์ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย เมื่อได้พบปะสนทนาปราศรัยกับท่านแล้ว จะต้องเลื่อมใส เคารพนับถือท่าน

        อนึ่ง ปกติของท่านมีสุขภาพดีเป็นพิเศษ เป็นคนแข็งแรง มีโรคภัยน้อยมาก แม้อายุ ๘๐ ปีกว่าแล้ว ก็ยังว่องไว คล่องแคล่ว ควรแก่การงานในหน้าที่ของท่านเป็นอย่างดีทั้งเป็นพระสงฆ์มีความตื่นตัวทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ ขยันอ่านหนังสือดีมาก หากมีเวลาว่างก็จะใช้เวลาให้หมดไปด้วยการอ่านหนังสือ พอใจศึกษารับความรู้จากทุกคนที่ยินดีให้เสมอท่านจึงเป็นพระไม่ล้าหลัง เป็นปูชนียะบุคคลควรแก่การเคารพนับถือของสังคมที่ท่านเข้าถึงเป็นอย่างดี เหนือพระเถระทั้งหลายในสหพันธรัฐมลายา

        ท่านเริ่มอาพาธเมื่อต้นพรรษา ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ผู้ที่ได้ทราบข่าวต่างก็เดินทางเยี่ยมท่านไม่ขาด แม้แต่ท่านสุลต่านแห่งรัฐกลันตันก็ยังกรุณาเสด็จไป  เยี่ยมถึงกุฏีของท่าน ความจริงคฤหบดีมีชื่อเสียงใหญ่ๆ ก้ได้ร่วมกับพระเชิญนายแพทย์ที่ทรงความรู้ดีมาตรวจและรักษาเป็นอย่างดีตลอดเวลา แต่เพราะสังขารของท่านเสื่อมโทรมเกินวิสัยของโอสถที่เยี่ยวยาปกติในเวลาอาพาธท่านรู้สึกตัวดีอยู่ตลอดเวลาว่า ชืวิตจะต้องดับลงในไม่ช้า ท่านจึงมั่นอยู่ในกัมมัฏฐานตลอดกาล ดังนั้นในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๕ เวลา – น. ท่านจึงได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ คำนวณอายุได้ ๘๘ ปี พรรษา ๖๘

       

ก่อนหน้าที่จะเดินทางเข้ามารับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศพระนคร ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเข้ามารับในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ วันที่ ๕ ธันวาคม เพียง ๑๕ วันเท่านั้น จึงเป็นที่แสนจะเสียดายของชาวพุทธในสหพันธรัฐมลายาอย่างยิ่ง

 

ประทีปดวงใหญ่ซึ่งสูงด้วยแสงสว่าง ได้ดับวูบลงเสียแล้ว อนิจจา !! พุทธบริษัทในสหพันธรัฐมลายา พากันสลดใจเป็นอย่างมาก ด้วยความเสียดายทั่วกัน ขอวิญญาณพ่อท่าน จงไปเป็นสุขยิ่งๆ เถิด ขอบารมีพ่อท่านจงคุ้มครองพวกเราให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปเถิด เขาพึมพำด้วยความอาลัย จนเสียงค่อยๆ หายไปในลำคอ ….

 568 total views,  1 views today


Please Share !!! Thank you
error: Wat Uttamaram CopyRight !!